เมื่อสองวันก่อน (16 พฤษภาคม) Google ได้เปลี่ยนโลโก้ของ Google ปกติเป็นโลโก้ของเลเซอร์ซึ่งสื่อถึง "First Laser" ซึ่งในวันนั้น เป็นวันที่มีการคิดค้นเลเซอร์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกซึ่งก็คือวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ซึ่งเลเซอร์นี้ปัจจุบันก็มีบทบาทในวงการคอมพิวเตอร์มากครับ ซึ่งเราจะพบเห็นมากในอุปกรณ์ที่ใช้แสงต่างๆเช่น เครื่องอ่าน/เขียน แผ่น CD และ DVD เครื่องอ่านบาร์โค้ด และเลเซอร์ Printer ต่างๆนั่นเอง แต่วันนี้จะมาแนะนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ Laser อีกชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันนี้ใช้กันมากครับ ซึ่งก็คือ Laser Mouse นั่นเองครับ *-*

    เมื่อวานนี้ (17 พฤษภาคม) ผมได้ไปซื้อเมาส์ใหม่ที่พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า มาครับ โดยมีจุดมุ่งหมายเอามาใช้แทน เมาส์อันเก่าที่เริ่มก๊องแก๊งแล้ว เคอร์เซอร์กระโดดค่อนข้างบ่อยจนน่ารำคาญ ประกัน 2 ปี แต่เริ่มจะมางอแงตอน 2 ปีนิดๆ... อืม หมดประกันเคลมไม่ได้ ... ก็เลยตัดสินใจซื้อใหม่ครับ


    ก่อนไปซื้อก็หา Review อ่านพอสมควร สรุปก็ลงเอยกับรุ่นนี้ครับ "Microsoft Wireless Notebook Laser Mouse 6000" (ยิ่งเลขเยอะยิ่งแพงแฮะ -_-) สนนราคาเปิด 1,650 บาทครับ (ซึ่งสามารถลดได้ ขึ้นอยู่กับฝีไม้ลายมือการต่อรองของท่าน..) ซึ่งก็นับว่าถูกกว่าแต่ก่อนพอสมควรครับ ราคาป้ายก็ 39.95 US$ ครับรวมค่านำเข้าต่างๆนานา ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้ออยู่ ไม่แพงกว่าต่างประเทศเกินไปจนเวอร์นัก สาเหตุคงเพราะรุ่น 7000 ได้ออกจำหน่ายแล้ว (แต่ยังไม่มีขายในไทย) รายละเอียดของผลิตภัณฑ์สามารถหาอ่านได้จากเว็บของไมโครซอฟต์ --> ที่นี่ <-- ครับ


    พล่ามมานานแล้ว ... เข้าเรื่องดีกว่า มาดูที่ Package กันก่อนครับ สีสะท้อนแสงสะใจมากครับ ใน Package จะมี แผ่นไดรเวอร์ ถ่านไฟฉาย (ยี่ห้อ Energizer) และคู่มือการใช้งานมาให้ด้วยครับ (บอกตรงๆไม่ชอบ Package แบบนี้เลย แกะยากมากๆ เกือบบาดนิ้วตอนแกะด้วย T_T) มีป้ายรับประกัน 3 ปีโดย SIS ครับ

 



    อันนี้เป็นมุมมองด้านต่างๆของเมาส์ตัวนี้ครับ

     ขนาดเทียบกับฝ่ามือเจ้าของบล็อกครับ (เมาส์ Notebook จะเล็กกว่าเมาส์ Desktop เป็นปกติอยู่แล้วครับ)

    เมาส์รุ่นนี้ใช้การเชื่อมต่อแบบ Wireless ด้วยสัญญาณวิทยุครับ (ความถี่ 2.4 Ghz) ดังนั้นเลยมี Dongle ซึ่งเป็น Receiver มาให้ด้วยครับ โดยสามารถเก็บได้ที่ด้านล่างของตัวเมาส์ครับ ซึ่งจะไปทับกับสวิตช์ปิดการทำงานของเมาส์พอดี 

    เมาส์ตัวนี้ใช้ถ่าน AA 1 ก้อนในการทำงานครับซึ่งค่อนข้างสะดวกครับ เทียบกับบางรุ่นที่ต้องใช้ถ่านถึง 2 ก้อน โดยที่ใส่ถ่านจะอยู่ด้านล่างของเมาส์ครับ

     อันนี้รูปตอนใช้งานจริงกับ Notebook ครับ

    ส่วนขนาดของเมาส์จะอยู่ที่ 4 นิ้วนิดๆครับ ใหญ่กว่าเมาส์โน้ตบุคทั่วไป แต่ก็เล็กกว่าเมาส์ Desktop นิดหน่อย

    เมาส์ตัวนี้จะมีโปรแกรม Microsoft Intellipoint 6.2 แถมมาให้ด้วยครับ ซึ่งสามารถปรับแต่งการทำงานของเมาส์ได้ โดยเมาส์ตัวนี้จะสามารถปรับแต่งได้ 4 ปุ่มครับโดยมี คอมมานด์ให้เลือกมากมาย...  

 

แล้วเมาส์เลเซอร์ดีกว่าเมาส์ธรรมดาอย่างไร ??

    คำตอบก็คือค่า dpi (dot per inch) ครับเมาส์ Optical ปกติจะมีความละเอียดอยู่ที่ราวๆ 400-600 dpi แต่เมาส์ Laser จะมีค่า dpi อยู่ที่ 1000 dpi ครับถ้าให้เปรียบง่ายๆก็ ลากเมาส์ระยะเท่าเดิม แต่ได้ระยะ 2-2.5 เท่าครับโดยเนื่องจากเมาส์มีความไวมาก เจ้าของบล็อกเลยต้องไปปรับความเร็วของเมาส์ จากปกติชอบเร็วๆ เลยต้องมาแก้ให้ช้าลง 

    สำหรับผู้ใช้จอขนาดใหญ่ๆ เช่น 24 นิ้วขึ้นไป จะเริ่มเห็นผลครับว่ามีประโยชน์มาก เพราะเราสามารถลากเมาส์ครั้งเดียวให้เคอร์เซอร์เลื่อนจากขอบจอข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้ (คิดเป็นระยะ 1920 Pixel ขึ้นไป) โดยหากใช้เมาส์ออปติคธรรมดา อาจจะมีระยะไม่พอ โดยจะเห็นประโยชน์มากสำหรับผู้ทำงานกราฟิค หรือ เล่นเกมส์ครับ แต่ในการเล่นเกมส์ การเลือกใช้ Gaming Mouse 2000 dpi อาจจะเหมาะสมกว่าครับ

 

     เลเซอร์ที่เมาส์ตัวนี้ใช้ เป็นเลเซอร์ที่ตามองไม่เห็นครับ (ยายก็มองไม่เห็นครับ ) ลองพยายามยกขึ้นดูหรือมองจากข้างใต้ ก็ไม่เห็นว่ามีแสงเลเซอร์ลอดออกมา และไม่มีแสงสีแดงส่องออกมาเหมือเมาส์ออปติคครับ

     ข้อดีอีกข้อหนึ่งก็คือการใช้งานบนพื้นผิวที่มีความมัน หรือไม่เรียบได้ค่อนข้างดีครับโดยเจ้าของบล็อก ได้ลองบนผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งเมาส์ออปติคใช้งานได้ค่อนข้างลำบาก แต่ว่าเมาส์เลเซอร์ใช้งานได้สบายๆครับ

     นอกจากนี้ผมได้ลองบน พื้นไม้ ปกหนังสือ หน้าปกนิตยสาร ด้วยครับ ผลการทดสอบออกมาเป็นที่น่าพอใจครับ สามารถขยับเมาส์ได้สะดวกกว่าเมาส์ออปติคพอสมควร

     แต่ข้อเสียของเมาส์ตระกูลที่ใช้แสงไม่ว่าจะเป็นเมาส์เลเซอร์ หรือ เมาส์ออปติคก็คือ ไม่สามารถใช้งานบนพื้นผิวที่สามารถสะท้อนแสงได้ครับเช่น กระจกเงา กระดาษฟอยล์ แผ่นอลูมิเนียม โลหะ (จริงๆมันก็ไม่ค่อยมีคนเอาของพวกนี้มาวางเมาส์นะ) รวมทั้งโต๊ะทำงานที่มีพื้นเป็นกระจกครับ 

สรุป

     เมาส์เลเซอร์ตัวนี้เหมาะกับ ผู้ใช้ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ (WSXGA+ ขึ้นไป) และต้องการความรวดเร็วในการเลื่อนเคอร์เซอร์ รวมทั้งผู้ที่ทำงานด้านกราฟิก (ที่ไม่ใช้ Tablet) หรือนักเล่นเกมส์ที่ต้องการความแม่นยำของเมาส์สูงพอประมาณ และต้องการใช้งานกับสภาพผิวที่ไม่ค่อยอำนวยให้ใช้เมาส์ออปติคได้เท่าไหร่นัก และต้องการความสะดวกในการพกพา

จุดเด่น

  • ขนาดเล็ก กะทัดรัด พกพาง่าย 
  • ความแม่นยำสูง ใช้งานได้หลายพื้นผิวกว่าเมาส์ออปติกทั่วไป
  • ดีไซน์ได้ค่อนข้างสวยงาม
  • Receiver ทำงานได้ดีมาก หลังจาก Hibernate เครื่องแล้วเปิดขึ้นมาใหม่ สามารถใช้งานเมาส์ได้เกือบทันที Detect ได้รวดเร็ว (ไม่ถึง 1 วินาที)
จุดด้อย
  • เมาส์ปุ่มกลางกดแล้วไม่ค่อยเฟิร์ม ซึ่งเมาส์รุ่นเล็กๆของไมโครซอฟท์จะเป็นอย่างนี้เกือบหมด เพราะมีฟังก์ชั่นการเลื่อนเมาส์ซ้าย-ขวา (Tilt 4-Way Scroll) นอกจากการ Scroll บน-ล่างด้วย
  • ขนาดเล็ก หากต้องใช้กับ Desktop เป็นประจำอาจจะจับไม่ถนัดมือ (เมาส์ตัวนี้เหมาะสำหรับการพกพาครับ)
  • ตรงปุ่มคลิกซ้าย-ขวา เป็นผิวมัน (ไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานอาหารหรือขนมไปขณะเล่นคอมพิวเตอร์เพราะจะทำให้ลื่นได้ง่าย)
  • แพง (สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความครับ)
ความพึงพอใจ : 9.00 / 10.00 (คะแนนไม่เต็มเพราะปุ่มเมาส์กลาง กับ ราคานี่แหละ -__-)


    ช่วงนี้เป็นช่วงประกาศผล Admission ก็ขอยินดีกับน้องๆที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการได้นะครับ ส่วนคนที่สอบไม่ได้ก็ขอให้ตั้งสติไว้ดีๆ การ Admission ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เรายังมีทางออกให้กับชีวิตอีกหลายทางครับ เช่น การไปสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน (ซึ่งตอนนี้ก็เปิดรับกันอยู่หลายแห่ง) หรือการสมัครกับมหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดสอนภาคพิเศษ / ภาคสมทบต่างๆ อย่างที่เห็นในบล็อกที่ให้กำลังใจหลายบล็อกใน Exteen ที่คุณแชมป์รวบรวม Tag ไว้แหละครับ :) [http://www.exteen.com/thetag.php]

    ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หลายคนกำลังแสดงความยินดีที่ได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่สำหรับผมแล้ว ผมกำลังจะต้องออกจากมหาวิทยาลัยครับ จากที่เคยบอกไปใน Entry ก่อนหน้านี้ที่ว่ากำลังทำ โครงการพิเศษ อยู่ ซึ่งในภาควิชานี้ ต้องทำทั้งโครงการพิเศษ และสอบประมวลความรู้ หลังจากเรียนครบทุกวิชาถึงจะสามารถขอสำเร็จการศึกษาได้ครับ

    และแล้วเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผลสอบประมวลความรู้ก็ประกาศออกมาแล้วครับ ว่า ... ผ่านหมดครับ แต่จากปีที่แล้วที่มีเกณฑ์การผ่านอยู่ที่ 60% ตกกันราวๆ 1/3 (33%) แต่มาปีนี้ ลดเกณฑ์ผ่านเหลือเพียง 50% มีคนตกเพียง 8.5% เท่านั้นเองนับว่าทางภาควิชา ได้มีความเมตตาแก่นิสิตตาดำๆเป็นอย่างมาก  (ลุ้นแทบแย่)

 

 
เซนเซอร์เพื่อจรรยาบรรณ
 

 
ใครคำนวณ GPA เป็นลองเดาสิครับผมได้เกรดเท่าไหร่ตอนจบ ใน Transcript  (ไม่ต้องโพสต์นะครับ *-*)
ถ้าคำนวณได้น้อยกว่า 3.75 แปลว่าคำนวณผิดนะครับ

 

    อืม... เรียนครบทุกวิชาแล้ว โครงการพิเศษทำเสร็จแล้ว สอบประมวลความรู้ก็ผ่านหมดแล้ว ก็หมายความว่า ผมเรียนจบแล้วครับ

    เป็นที่น่าเสียดายกับตัวเองอย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้รับปริญญาพร้อมเพื่อนร่วมรุ่นโดยส่วนมากอีกแล้ว (มีอีก 56 คนจาก 62 คนที่ยังไม่จบ) เพราะว่าคราวนี้จบเร็วกว่าที่คิดไว้ 1 เทอม ซึ่งรับปริญญากันคนละปีกับเพื่อนที่เหลือเลยทีเดียว

     ถึงแม้ว่าจะเพิ่งจบแล้วก็ตามที แต่ผมก็ได้สมัครงานไว้ก่อนที่จะเรียนจบไว้แล้วครับ (ทางบริษัทเขามา Recruit ถึงในมหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว เลยไม่อยากจะเสียโอกาสก็เลยสมัครไปก่อนครับ) และตอนนี้ก็ได้ที่ทำงานแล้วครับ ทางบริษัทตอบรับการเข้าทำงานมาแล้ว ซึ่งผมทำงานเป็น Consultant อยู่บริษัทแห่งหนึ่งแถวๆ สีลม-บางรัก ครับ ใกล้ๆกับ BTS ช่องนนทรี และผมไปปฐมนิเทศ (Orientation) ของทางบริษัทเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมาแล้วครับ และจะเริ่มงานกลางเดือน พ.ค. นี่แหละครับผม *-*

     เหลือเวลาฟรีสไตล์อีก 8 วันก่อนจะเริ่มชีวิต Salary Man ท่าทางต้องทำอะไรที่ตัวเองอยากทำให้เต็มที่ซะแล้ว 

     สุดท้ายนี้ มีเพลงมาฝากครับ เพลงเข้ากับชื่อเอนทรี่นี้เลยทีเดียว แต่ว่าไม่ได้เข้ากับเรื่องที่ผมเขียนเท่าไหร่เลยครับ เพราะไม่ได้ไปกู้บัลลังก์ที่ไหน ฮ่าๆ

 

Edit: กำหนดการรับปริญญา -> http://www.gccu.chula.ac.th/gccu50 ยังไม่เห็นมีบอกอะไรนอกจากมีขึ้นในวันที่ 10-11 ก.ค. นี้ ทำงานช้าจริงๆ จะรับวันไหน เช้าหรือบ่าย ก็ยังไม่ทราบครับ T_T

ตอบ eltshan: ตัวหารคือ CAX ไม่ใช่ CGX ครับเพราะว่า ป.โท จะมีวิชา S/U ด้วยครับซึ่งต้องลง แต่ไม่คิดเกรด

ไปงาน Comic Party 10 มา...

      อันที่จริงผมไม่ได้ไปพวกงานขายการ์ตูนหรือแต่งคอสเพลย์มานานแล้วครับ ช่วงนี้ว่างๆ (เพิ่งลาสิกขาบทมาครับ) แถมจัดแถวๆบ้าน ก็เลยเดินไปดูครับ ตรงโรงแรมเอเชียนี่เอง แต่เดินไปเดินมา ก็ไม่ได้กะไปเจอใครเป็นพิเศษนะครับ แต่ก็เจอคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนเหมือนกันครับ *-*  (เจอไอด้อล ดี ด้วยครับ )

      ผมไปตอนเที่ยงๆ คนเริ่มเยอะแล้ว อะไรที่กะซื้อไว้ก็ไปซื้อไม่ทันก็มีครับเช่น "หินโคตรๆ" แต่ยังไงๆก็ได้ของติดไม้ติดมือมานะครับ (มีลายเซ็นจากคนวาดด้วยนะ :D)

 

 

1. ตูดแมน Trilogy ... อ่านแล้วเสื่อมมากครับ แต่น่าเสียดาย 3 เล่มจบเองยังเสื่อมไม่มันส์เลย T_T

 

 

ป.ล. บอนบอน นี่คล้ายๆ Lunamaria Hawk (จาก Gundam SEED) หรือเปล่านะ

(ขอแซวตุ่นนิดนึง พอผมใส่คอนแทคเลนส์แล้ว จำหน้าไม่ได้เลยนะครับ แหม )

 

 

2. รักออกแบบได้  ... นำเสนอได้ดี โดนใจมากครับ เกี่ยวกับหลายมุมมองของความรัก แต่เรื่องสุดท้ายทำไมเศร้าจังเลยครับนี่ อ่านแล้วเศร้าตามเลยครับ

 

 

 

ป.ล.1 ตอนไปซื้อ เหลือแค่สองเล่มสุดท้าย -_-"
ป.ล.2 คุณ Alloy Wheel นี่ "หน้าตาเหมือนในรูป" เลยนะครับ เห็น Avatar แบบนี้ ตัวจริงใช่เลย !!

 

 

     จริงๆตรงซุ้มของ [K]uro Studio พนักงานขายมีการแสดง Actingเชิญชวนให้ซื้อของด้วยนะ ... สุดยอดเลย

 

 
"อะต๊าาาาาา"
 

  "ไทโยเคน !!!"
 

โทรเลขลึกลับ  ภาค 2

    อันที่จริงแล้ว โทรเลขฉบับก่อนใน Entry ที่แล้วผมว่าผมพอเดาได้ครับ ว่าใครเป็นคนส่งมา ทีนี้ผมจะส่งโทรเลขไปให้อีก 7 คนครับ แต่ orz.... หาที่อยู่คนที่จะส่งให้ไม่ได้ครับ เลยอดส่งเลยครับ ตอนนี้ไปรษณีย์ก็เลิกให้บริการส่งโทรเลขแล้วด้วย และเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ผมก็ได้รับ .... 

 

 
สีเขียว แปลว่าโทรเลขไม่ด่วน นี่เอง...
 
 
พอตัดซองออกมา โอวววว ประเวศน์ยิมเจ้าเก่านี่เอง (จริงๆมันสะกดว่าประเวศร์หรือเปล่า ??)
 
 
 
โอ.... หาที่อยู่บุคคลที่ต้องสงสัยไม่ได้ ท่าจะไม่ได้ส่งซะแล้ว orz....